UFABETWINS “Dead or Alive?” เดิมพันสุดท้าย และ “จิตวิทยาแห่งชัยชนะ”

UFABETWINS

UFABETWINS  ศึกสุดท้ายที่มีเดิมพันสูงถึงอนาคตของสโมสรในอีก3-5ปีข้างหน้า และจิตวิทยาที่จะทำให้สำเร็จ คือต้องเล่นด้วยmindsetที่ต้องบุกเพื่อเอาชนะสถานเดียวเท่านั้น

ในที่สุดการแข่งขันอันยาวนานของฟุตบอลพรีเมียร์ลีก ฤดูกาล2019/20 กำลังเดินทางมาสู่บทสุดท้ายของเกมนัดที่38 ในวันอาทิตย์ที่ 26 กรกฎาคม 2563 นี้ โดยจะเตะพร้อมกันทั้งหมด10คู่ในเวลา 22.00 น. ไฮไลท์สำคัญในเกมนัดสุดท้ายนี้คงไม่ใช่เรื่องที่ว่าใครจะเป็นแชมป์ แต่เป็นสังเวียนเดือดตรงบริเวณตีนบันไดแห่งโชคชะตาสองจุด ..

จุดแรกด้านบนตารางคือ “บันไดขึ้นสู่UCL” ส่วนอีกฝั่งหนึ่งด้านล่างของตารางก็คือ “บันไดลงสู่ขุมนรกการตกชั้น”

มันคือ 3ทีมแย่งพื้นที่แชมเปี้ยนส์ลีก และ3ทีมดิ้นรนหนีตกชั้น

ไปดูเกมหนีตกชั้นกันก่อน ถึงแม้จะไม่ได้เกี่ยวข้องกับยูไนเต็ดโดยตรง แต่มันมีผลกับ “นักเตะบางคน” ที่เป็นเป้าหมายของเราอยู่ นั่นก็คือชะตาลิขิตของ แจ็ค กรีลิช นั่นเอง

3ทีมที่หนีตกชั้นกันดุเดือดจนถึงเกมนัดสุดท้ายนั่นก็คือ วิลล่า วัตฟอร์ด บอร์นมัธ โดยที่คะแนนของพวกเขาเป็นดังนี้

Aston Villa — 34  : GD -26

Watford — 34 : GD -27

Bournemouth — 31 : GD -27

โดยที่เกมนัดสุดท้ายนั้น  วิลล่าไปเยือนเวสต์แฮม วัตฟอร์ดเยือนอาร์เซนอล บอร์นมัธเยือนเอฟเวอร์ตัน

โอกาสยังใกล้เคียงกันอยู่ ซึ่งถ้าเทียบโปรแกรมแล้ว วิลล่าถือว่าเบาสุดเพราะเจอเวสต์แฮม ส่วนวัตฟอร์ดน่าจะหนัก เจออาร์เซนอล ไม่น่ารอด / ทาง บอร์นมัธที่31แต้ม หากว่าพยายามไปเอาชนะเอฟฯให้ได้ โอกาสตีแต้มขึ้นมาเท่าก็สองทีมในอันดับ17,18 ก็ยังพอมีอยู่ แล้วลุ้นให้อีกสองทีมแพ้เยอะๆจน GD ติดลบให้มากกว่า27ให้ได้ ในขณะที่ตัวเองหากชนะได้1หรือ2ลูก GDก็ขยับขึ้นไปแล้ว

สามทีมนี้มีที่นั่งของผู้อยู่รอดแค่เก้าอี้ตัวเดียวนั่นก็คืออันดับ17ปัจจุบันของวิลล่า ซึ่งวิลล่ามีโอกาสรอดสูงเหลือเกินเพราะเจองานเบากว่าวัตฟอร์ด แถมประตูได้เสียวิลล่ายังดีกว่าหนึ่งลูก  ประตูได้ก็ยิงเยอะสุดที่40ลูกอีก

คือในประเด็นของเรื่องของทีมหนีตกชั้นนี้ก็มีความเกี่ยวพันกับแมนยูพอสมควร เพราะว่าหากวิลล่า “รอดตกชั้น”  นั้นจะทำให้สโมสรพวกเขามีข้อต่อรองเรื่องแจ็ค กรีลิช เพิ่มทันที ทั้งเรื่องการเงินที่ไม่จำเป็นต้องรีบขายนักเตะออกจากทีมแบบถูกๆเพื่อชดเชยรายได้ก้อนโตจากพรีเมียร์ลีก รวมถึงเรื่อง “สถานะ” ของสโมสรด้วยว่าไม่ใช่ทีมตกชั้น

ดังนั้นเพื่อที่จะให้ดีลของแจ็ค กรีลิชนั้นลดราคาลงมาได้มากๆ และต่อรองได้ง่ายนั้น แฟนแมนยูก็อาจจะต้องใช้วิชามารในการ”แช่ง”ให้วิลล่าพลาด แล้ววัตฟอร์ด หรือบอร์นมัธแซงขึ้นมาให้ได้

คือพูดง่ายๆว่าใครจะตกชั้นก็ช่าง แต่วิลล่าต้องไม่รอดด้วยเท่านั้นเอง  เผื่อในกรณีที่แมนยูอยากจะคว้าตัวกรีลิชจริงๆ จะได้ซื้อง่ายสบายกระเป๋าหน่อย

จบเรื่องเกมหนีตกชั้นแล้ว มาดูที่ตัวเองกันบ้าง (ก็ควรจะโฟกัสที่ตัวเองก่อนอะนะ จะไปยุ่งกับโซนตกชั้นทำไม) ทางฝั่งของ “บันไดขึ้นสู่UCL” เหลือม้าสามตัวสุดท้ายเท่านั้นแล้วที่แข่งกัน นั่นก็คือ แมนยูไนเต็ด เชลซี และเลสเตอร์ โดยที่มีคะแนนและประตูได้เสีย(goal difference)ดังนี้

Man United 63pts : GD 28

Chelsea 63pts : GD 13

Leicester City 62pts : GD 28

ตามปกติแล้วนั้น เรามักจะพูดว่า “ไม่ต้องสนใจผลสนามอื่น ทำเกมของตัวเองให้ดีที่สุดก็พอ” แต่ในสถานการณ์จริงนั้น นัดที่38นี้ “เกมสองสนาม” มีผลเกี่ยวเนื่องต่อกันโดยตรงเลย ทั้งที่สแตมฟอร์ดบริดจ์ที่เป็นคุู่ของ Chelsea ที่จะเจอกับ Wolverhampton ส่วนคิงพาวเวอร์สเตเดี้ยมก็จะเป็น Leicester City เจอกับ Manchester United

“ผลทั้งสามหน้า”ที่เกิดขึ้นสนามหนึ่ง จะส่งผลกระทบกับ “อันดับ” ของทีมอีกสนามหนึ่งโดยตรง ไม่ว่าผลฝั่งไหนจะเป็นยังไง อันดับในการแย่งชิงที่3-ที่4 จะสลับกันขึ้นลงได้แบบแทบจะreal timeเลยทีเดียว จึงมีการลองจำลองสถานการณ์ที่เป็นไปได้ใน “9 Possible Scenarios” ที่ส่งผลต่อตำแหน่ง Top four ของทั้งสามทีม เอาไว้ดังนี้ ซึ่งผลแตกต่างกันมากๆ

ขอแบ่งเป็น 3 เซ็ตใหญ่  เซ็ตละ3สถานการณ์ย่อยที่แตกต่างกัน รวมทั้งหมด “เก้าหน้า” โดยยึดโยงกับ แมนยูเป็นหลักว่า เราเจอเลสเตอร์ผลออกหน้าไหน

ความเป็นไปได้หน้าแรก “หากแมนยูชนะ”

-กรณีที่ ทั้ง Man United และ Chelsea ชนะทั้งคู่ > แมนยูรอด

3. United 66

4. Chelsea 66

5. Leicester 62

-กรณีที่Man United ชนะ และChelsea เสมอ > แมนยูรอด

3. United 66

4. Chelsea 64

5. Leicester 62

-กรณีที่Man United ชนะ และ Chelsea แพ้ > แมนยูรอด

3. United 66

4. Chelsea 63

5. Leicester 62

*แน่นอนว่ากรณีที่แมนยูชนะเลสเตอร์ ไม่ว่าผลอีกสนามจะเป็นยังไง แมนยูจะจบฤดูกาลสวยๆด้วยอันดับ3ต่อจากลิเวอร์พูลและซิตี้ทันที ไม่ต้องสนใจคู่เชลซี-วูล์ฟ ส่วนทางเชลซีเองก็ต้องมาเชียร์แมนยูเราเช่นกัน เพราะถ้าเราชนะ ผลสนามเค้าจะเป็นยังไงก็จะติดอันดับ4แน่นอน

ความเป็นไปได้หน้าที่2 “ถ้าแมนยูเสมอ”

-กรณีที่ Man United เสมอ แล้ว Chelsea ชนะ  > แมนยูรอด

3. Chelsea 66

4. United 64

5. Leicester 63

-กรณีที่ Man United กับ Chelsea “เสมอทั้งคู่”  > แมนยูรอด

3. United 64

4. Chelsea 64

5. Leicester 63

-กรณีคู่ Man United เสมอ และ Chelsea แพ้ > แมนยูรอด

3. United 64

4. Leicester 63

5. Chelsea 63

*กรณีที่แมนยูเสมอกับเลสเตอร์ ก็ไม่ต้องแคร์ผลจากสแตมฟอร์ด บริดจ์ แมนยูจะรอดทุกหน้า ยังมีโอกาสสูงที่ยูไนเต็ดจะยังติดอันดับ3ในฤดูกาลนี้ได้ ในขณะเดียวกันเลสเตอร์เองก็ยังมีลุ้น ถ้าทำได้แค่เสมอกับเราแต่เชลซีพลาด พวกเขาก็ได้ไป

ความเป็นไปได้หน้าที่3 “ถ้าแมนยูแพ้เลสเตอร์”

-กรณีที่ Man United แพ้ และ Chelsea ชนะ  > แมนยูไม่รอด

3. Chelsea 66

4. Leicester 65

5. United 63

-กรณีที่ Man United แพ้ และคู่ Chelsea เสมอ > แมนยูไม่รอด

3. Leicester 65

4. Chelsea 64

5. United 63

-กรณีที่ Man United และ Chelsea แพ้ทั้งคู่ > แมนยูรอด

3. Leicester 65

4. United 63

5. Chelsea 63

ในกรณีที่วันอาทิตย์นี้ แมนยูไนเต็ดพลาดท่าแพ้เลสเตอร์  ไม่ได้แปลว่า แมนยูจะไม่ได้ไปUCLเลยทันที เพราะ1ใน3หน้าของสนามสแตมฟอร์ดบริดจ์นั้นยังมีโอกาสรอดของเราอยู่ หากว่าเชลซีดันไป “แพ้วูล์ฟ” ด้วย จะทำให้ แมนยูก็ยังได้ไปUCLอยู่ดี เพราะแต้มของเลสเตอร์จะแซงเราขึ้นไปอันดับ3 ส่วนปีศาจจะปาดเชลซีด้วยประตูได้เสียที่นำห่างเยอะมากๆ (28 ต่อ 13 ในทางปฏิบัติมันเป็นไปไม่ได้ที่แมนยูจะแพ้ 17-0)

เมื่อวิเคราะห์ “9 possible scenarios”แล้วนั้น จะพบว่า สามทีมมีโอกาสเท่ากันหมดแม้กระทั่งเลสเตอร์เองก็ยังไม่หมดหวัง ส่วนโอกาสที่แมนยูจะรอดนั้น มีถึง “7 ใน 9” scenarios

สองกรณีที่แมนยูจะพลาดตั๋วUCLนั้นมีเพียงแค่ การที่แมนยูแพ้เลสเตอร์แล้วเชลซีชนะ หรือเชลซีเสมอ แค่2หน้านี้เท่านั้น  แต่ถ้าออกหน้าอื่นที่ไม่ใช่2หน้าแห่งความตายนี้ ปีศาจแดงก็รอดหมด ขนาดว่าถ้าพลาดแพ้เลสเตอร์ แล้วเชลซีก็แพ้ด้วย แมนยูก็ยังรอดอยู่ดี

ตำนาน ตำนาน ตำนานเต็มไปหมดเลย

จากการวิเคราะห์โอกาสที่เกิดขึ้นนี้จะเห็นว่า เราก็ยังมีลุ้นอยู่พอสมควร และถือไพ่เหนือกว่าทั้งเชลซีและเลสเตอร์ค่อนข้างมากแล้ว ซึ่งมันแปลว่า การที่พลาดทำได้แค่เสมอมาช่วงนัดหลังๆจากเซาท์แธมตัน และล่าสุดเสมอเวสต์แฮมนั้น มันก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่ที่แย่จนโลกจะแตกขนาดนั้น เพราะ1แต้มที่ได้มาก็ถือว่าสำคัญเช่นกันที่ทำให้เราค่อยๆบีบวงแคบลงมาเรื่อยๆจนแต้มทาบแซงทั้งสองทีมอยู่ในขณะนี้ นัดสุดท้ายก็เหลือเพียงแค่ทำงานของตัวเองให้สำเร็จเท่านั้น

แต่สิ่งสำคัญอย่างหนึ่งที่เป็นจุดมุ่งหมายหลักของบทความนี้ มันเป็นเรื่องของ“วิธีคิด” ของเกมนัดสุดท้ายกับเลสเตอร์

จริงอยู่ที่เราเพิ่งจะชี้ให้เห็นว่า แม้จะแพ้แต่แมนยูก็ยังมีโอกาสได้ไปอยู่ / รวมถึงเรื่องที่ว่า ถ้าพลาดวันอาทิตย์นี้จริงๆ เราก็ยังเหลือถ้วยยูโรป้าให้ลุ้นอีกถ้วยนึงเช่นกันเพื่อคว้าโควตา “แชมป์” ไปเล่นปีหน้าได้นั้น

การคิดว่าแพ้ก็ไม่เป็นไร เป็นวิธีคิดแบบ “หวังน้ำบ่อหน้า” อย่างที่ไม่สมควรจะมีกับแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด

คิดว่าเชลซีที่ทีมแข็งแกร่งพอสมควร จะพลาดแพ้ให้วูล์ฟได้ง่ายๆหรือ?

ต้นซีซั่นสิงห์บลูส์บุกไปถล่มถ้ำหมาป่ามาได้ถึง 5ประตูต่อ2  แม้วูล์ฟไม่ได้กระจอก และฟุตบอลก็ไม่ใช่บัญญัติไตรยางศ์ที่จะเอาLatest Meeting มาทำนายกันได้เป๊ะๆสักหน่อย แต่โอกาสที่เชลซีจะเสมอ หรือ ชนะวูล์ฟ ก็ยังมีเยอะกว่ามากในด้านของฟอร์มการเล่นช่วงนี้ และชื่อชั้น ตัวนักเตะ

นั่นแปลว่า หากแมนยูแพ้  โอกาสที่จะไม่ได้ไปเตะแชมเปี้ยนส์ลีกสูง เพราะจะให้เชลซีถึงขนาดแพ้วูล์ฟเลยมันค่อนข้างยาก

ส่วนหากใครที่คิดว่ายังเหลือความหวังที่ “ยูโรป้าลีก” นั้นต้องบอกว่า “ยากส์บรมยาก”

เหมือนSilly Foolsที่แปลว่าโง่บรมโง่ นั่นแหละ เพราะเมื่อดูทีมแล้วต้องยอมรับว่าเรายังไม่ดีพอถึงขนาดจะคว้าแชมป์ได้แบบชัวร์ๆ เป็นเพราะว่าทีมยังมีนักเตะอายุน้อยอยู่ในสัดส่วนที่ยังเยอะอยู่ ส่วนเมื่อ3ปีก่อนที่ได้แชมป์มาในปี2016 ยุคมูรินโญ่นั้น ปีนั้นยูไนเต็ดมีนักเตะตัวเก๋าประคองทีมอยู่ค่อนข้างเยอะ พวกนี้มีประสบการณ์และความนิ่งที่มากกว่าเด็กๆในการรับมือสถานการณ์เกมบีบคั้นมากๆอย่างรอบรอง หรือนัดชิงชนะเลิศ

ตัวอย่างง่ายๆ เกมยูโรป้าลีกนัดชิงปีนั้นประกอบไปด้วย Romero / Smalling / Valencia / Blind / Darmain / Fellaini / Herrera / Pogba / Mkhitaryan / Mata / Rashford  จะเห็นได้ชัดเลยว่า นักเตะชุดนั้นเป็นพวกมีประสบการณ์ระดับสูงมาเยอะแล้วทั้งสิ้น (รวมRooney กับ Zlatanในทีมไปด้วยนะ) มีตัวดาวรุ่งในทีมคนเดียวเองจริงๆนั่นก็คือ Marcus Rashford ที่อยู่ในคืนนั้น ส่วนMartial Lingard ก็ลงมาแค่สำรองท้ายเกม

ส่วนในยูโรป้าปีนี้ที่จะมาแข่งต่อ คู่ต่อสู้หลังจากนี้ก็ไม่หมูเช่นกัน เพราะทีมชั้นนำของยุโรปยังอยู่กันเพียบ ไม่ว่าจะเป็น อินเตอร์ โรม่า เลเวอร์ฯ วูล์ฟของแสลง โวล์ฟสบวร์ก และที่สำคัญทีมจากสเปนที่แมนยูไนเต็ดนั้นมักจะแพ้ทางบ่อยๆอย่าง เซบีญ่า ก็ยังอยู่ เรายังต้องเจองานหนักๆอีก3รอบเต็มๆในรอบ8ทีม รอบ4ทีม รอบชิง ยูไนเต็ดจะต้องเจองานหนักๆกับทีมชั้นนำเหล่านี้ ทีมใดทีมหนึ่งไปอีกสามรอบอย่างแน่นอน

เมื่อเป็นเช่นนี้ เป้าหมายของเกมวันอาทิตย์นี้ของแมนยูไนเต็ดนั้นไม่มีทางเลือกใดอีกแล้ว อย่าหวังพึ่งยูโรป้าซึ่งมันยากมาก และอย่าไปหวังว่าวูล์ฟจะชนะเชลซีได้

แมนยูไนเต็ดนั้นควรจะต้องลงเล่นกับเลสเตอร์ด้วยชุดความคิดที่ว่า “เราต้องชนะ” เท่านั้น ห้ามมีแม้แต่เศษเสี้ยวของความคิดในหัวว่า “เสมอก็ได้ แพ้ก็ลุ้นแช่งเชลซี หรือค่อยไปเอาแชมป์ยูโรป้าต่อ”

เพราะมันเป็นเรื่องในเชิง “จิตวิทยา” ที่สำคัญมากๆกับเกมนัดนี้

สำคัญยังไง?

สิ่งนี้เป็นเงื่อนไขเชิงจิตวิทยาที่โอเล่ควรที่จะใส่mindsetก้อนนี้ให้กับลูกทีมก่อนแข่งเลยว่า เกมนัดนี้ต้องเล่นประหนึ่งนัดชิงชนะเลิศที่ไม่มีโอกาสแก้ตัว เพราะอย่างที่บอกไป คุณจะหวังการคว้าแชมป์ยูโรป้ากันจริงๆเหรอ?

เราต้องคิดไว้เช่นนี้โดยที่สั่งลูกทีมเอาไว้เลยว่า เกมนี้ “เราต้องเล่นเพื่อชนะสถานเดียว” เพราะการคิดแบบนี้ช่วยอะไรได้หลายๆอย่าง

1.มันเป็นจิตวิทยาที่จะช่วยกระตุ้นให้นักเตะในทีมลงเล่นไปเพื่อ “หาโอกาสยิงขึ้นนำเพื่อเอาชนะ” เพราะสั่งเอาไว้แบบนี้ นักเตะก็จะพยายามบุกยิงกันให้ได้ และการบุกคือการเล่นเกมรับที่ดีที่สุด หากเราเป็นฝ่ายพยายามบุก โอกาสที่แมนยูจะชนะ หรืออย่างน้อยๆไม่แพ้ ก็จะมีมากขึ้น ถ้าเราเล่นเกมบุกเพื่อจะหาทางยิงนำ ไม่ใช่ลงไปเล่นรอผลเสมอ

2.ถ้าสั่งให้นักเตะเล่นเพื่อจะชนะอย่างเดียว ห้ามคิดถึงผลอื่น มันจะสามารถช่วยเป็นตัว “บัฟเฟอร์ความผิดพลาด” ให้กับทีมได้ เพราะถ้าสั่งให้เด็กเราพยายามเล่นเพื่อชนะ เด็กๆก็จะพยายามบุกและยิงให้ได้

หากเวลาที่เรา “พลาด” ขึ้นมาตอนที่เกมนำอยู่ มันจะเป็นตัวบัฟเฟอร์ความเสียหายเวลาที่เราพลาดเสียประตูได้ดี

เพราะถ้าพลาดโดน เราก็จะแค่ “เสมอ” เท่านั้น 

แมนยูก็ยังรอดอยู่และไม่เสียหาย หากใช้วิธีคิดที่จะชนะไว้ก่อน

แต่ถ้าโอเล่สั่งทีม หรือปล่อยให้ลูกทีมคิดว่า “เอาผลเสมอก็ได้ เพียงพอแล้วสำหรับUCL”  เมื่อเด็กมีความคิดเช่นนั้น และเล่นเพื่อจะเสมอจริงๆนั้น ถ้า”พลาด” ขึ้นมาตอนที่เรากำลังรักษาสกอร์เสมออยู่ เราก็จะแพ้ทันที

และถ้าแพ้ ก็ส่งผลให้โอกาสจะติดTop4 แทบจะไม่เหลือ และอย่าไปหวังเลยว่าเชลซีจะแพ้ให้วูล์ฟซ้ำซ้อนอีก

จะเห็นได้ชัดเจนว่า ชุดความคิดที่ว่า “เล่นแค่เพื่อเสมอก็ได้ไป UCLแล้ว”  ถือเป็นสิ่งที่อันตรายสุดๆที่โอเล่ ไม่ควรจะปล่อยให้มีสิ่งนี้มีในหัวของนักเตะเด็ดขาด เพราะมันเสี่ยงมากๆ เกมฟุตบอลตราบใดที่กรรมการยังไม่เป่านกหวีด อะไรก็เกิดขึ้นได้แม้กระทั่งการเสียประตูวินาทีสุดท้าย

3. นอกจากเรื่องความเสี่ยงแล้ว อีกข้อที่สำคัญก็คือ “แมนยูไนเต็ดในตอนนี้ไม่สามารถรับมือกับความกดดันหนักๆได้” เพราะเมื่อใดก็ตามที่เราตกอยู่ในสถานการณ์บีบคั้นกดดันหนักๆช่วงท้ายเกม โดยเฉพาะเวลาที่ต้องยันสกอร์ให้อยู่ เรามักจะรับมือตรงนี้ไม่ไหวอยู่บ่อยๆ และมักจะโดนตีเสมอช่วงท้ายเป็นประจำหากว่าสกอร์ไม่ขาด ดังเช่นกรณีล่าสุดที่โดนทีมนักบุญตีเสมอ 2-2 ในช่วงเลทเกมนั้นเอง

นอกจากนี้ที่ผ่านๆมาก็มักจะเป็นเช่นนั้นอยู่เรื่อยๆมาตั้งแต่สมัยมูรินโญ่คุมทีมแล้ว เนื่องมาจากนักเตะในทีมขณะนี้ยังอายุน้อยและสภาพจิตใจยังไม่นิ่ง ไม่เก๋าพอจะรับมือความบีบคั้นตรงนี้ไหว

โดนเบน เยดเด้อร์ สอยตกรอบแชมเปี้ยนส์ลีกมาแล้ว

หากคิดว่า เล่นเพื่อเสมอก็เพียงพอแล้ว แล้วเวลาในเกมมันน้อยลงทีละนิด เด็กเราก็เริ่มกลัวที่จะก่อความผิดพลาดมากขึ้น และพอมันกดดันตัวเองมากขึ้นเรื่อยๆ สุดท้ายหากเจอคู่ต่อสู้กดดันใส่พื้นที่สุดท้ายบ่อยๆ ก็มักจะโดนยิงนาทีท้ายๆให้เห็นประจำ

เรื่องนี้เป็นผลในเชิงจิตวิทยาที่อาจเกิดขึ้นกับแมนยูโดยตรง เวลาที่เจอแรงกดดันมากขึ้นเรื่อยๆ ในยามที่สกอร์ยังเสมอหรือยิงขึ้นนำไม่ได้ เราจะยิ่งกดดันตัวเองไปเรื่อยๆกับเวลาในสนามที่ลดน้อยลงทุกทีจนสุดท้ายแพ้ภัยไปเอง

สรุปทั้งหมดแล้ว โอเล่จะต้องสั่งลูกทีมบุก และ”เล่นเพื่อชนะ”เท่านั้น หากผลในสนามเป็นหน้าอื่นเรื่อยๆ โอกาสที่เราจะพลาดมีสูงมากๆ

หากไม่ได้ไปUCL ผมพูดได้เลยว่า ปีหน้างานจะกร่อยแน่นอนที่สุดท้ายก็เตะยูโรป้าเหมือนเดิม(ตามสภาพทีมที่แท้จริง ซึ่งเป็นเช่นนั้นก็ต้องยอมรับให้ได้ ดีกว่าเข้าไปถ้วยใหญ่แล้วก็แพ้ไม่มีลุ้นกลับมา)

และยิ่งกว่านั้น การไม่ได้ไปUCL มันจะส่งผลโดยตรงกับ “เม็ดเงินมหาศาล” ที่เป็นรายได้ของสโมสร รวมถึงระดับความเชื่อมั่นจากภายนอก จากแฟนบอล สปอนเซอร์ และแรงดึงดูดที่จะชักจูงให้ตัวเก่งๆ(อย่างซานโช่)ย้ายมาเข้าทีมเราอีกเพราะการมีอนาคตของทีมที่ดี

เห็นได้เลยว่าผลกระทบมันชิ่งต่อเนื่องเป็นลูกโซ่ไปทุกๆเรื่องที่จะเกี่ยวข้องกับการพัฒนาทีมในอนาคตอันใกล้นี้

แมนยูไนเต็ดจึงต้องเดิมพันด้วยชิปพลังวิญญาณทั้งหมดที่มีในเจอกับเลสเตอร์นี้ ด้วยการใส่ให้ยับบลัฟให้เกลี้ยง กำลังขามีเท่าไหร่ แรงมีขนาดไหน ไกลโคเจนที่ตกค้างในทุกๆซอกหลืบของมัดกล้ามเนื้อต้องดึงมาใช้ให้หมดจนหยดสุดท้าย

ทำเกมนี้ให้เป็นนัดชิง แล้ววิ่งจนกว่าจะตายกันไปข้างถึงจะเอาทีมจิ้งจอกอยู่ เพราะแม้เลสเตอร์จะขาดตัวหลักหลายตัว แต่พวกเขาสดกว่าเยอะ และพักมานานกว่าแมนยูที่กรำศึกต่อเนื่องไม่หยุด มีทางเดียวคือต้องวิ่งสู้ให้สุดชีวิตเท่านั้น แล้วก็วัดกันไปเลยระหว่างสองกองหน้าที่Conversion Rateสูงที่สุดอย่าง Vardy กับ Greenwood รู้กันไปเลยว่า “หอกที่แข็งแกร่งที่สุดในลีก” มันอยู่ในมือใคร

Dead or Alive… สโมสรจะอยู่หรือไป เกมสุดท้ายนี้เดิมพันสูงมากจริงๆ

-ศาลาผี-

 

เพิ่มเติม  >>>  https://www.ufabetwins.com/

คลิกเลย  >>>  https://www.man-net.org/